resort, รีสอร์ท, ที่พัก
 
 
 
 
 
 
 


ที่พักภาคเหนือ
เชียงราย
เชียงใหม่
กำแพงเพชร
ตาก
นครสวรรค์
น่าน
พะเยา
พิจิตร
พิษณุโลก
เพชรบูรณ์
แพร่
แม่ฮ่องสอน
ลำปาง
ลำพูน
สุโขทัย
อุตรดิตถ์
อุทัยธานี


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กาฬสินธุ์
ขอนแก่น
ชัยภูมิ
นครพนม
นครราชสีมา
บุรีรัมย์
บึงกาฬ
มหาสารคาม
มุกดาหาร
ยโสธร
ร้อยเอ็ด
เลย
ศรีสะเกษ
สกลนคร
สุรินทร์
หนองคาย
หนองบัวลำภู
อำนาจเจริญ
อุดรธานี
อุบลราชธานี


ที่พักภาคกลาง
กรุงเทพมหานคร
กาญจนบุรี
ฉะเชิงเทรา
ชัยนาท
นครนายก
นครปฐม
นนทบุรี
ปทุมธานี
ประจวบคีรีขันธ์
ปราจีนบุรี
เพชรบุรี
ราชบุรี
ลพบุรี
สมุทรปราการ
สมุทรสงคราม
สมุทรสาคร
สระแก้ว
สระบุรี
สิงห์บุรี
สุพรรณบุรี
อยุธยา
อ่างทอง


ที่พักภาคตะวันออก
ชลบุรี, พัทยา
ระยอง
จันทบุรี
ตราด


ที่พักภาคใต้
กระบี่
ชุมพร
ตรัง
นครศรีธรรมราช
นราธิวาส
ปัตตานี
พังงา
พัทลุง
ภูเก็ต
ยะลา
ระนอง
สงขลา
สตูล
สุราษฎร์ธานี

Link เพื่อนบ้าน
หอพัก
หอพัก
ห้องพัก





โอนิซึกะ, onitsuka, onitsuka tiger
Bangkok Dating, Thailand Matchmaker, Thailand Dating, Bangkok Matchmaker, dating bangkok, dating thailand, thai dating, online dating, single thai girls, thai women, dating service, speed dating, บริการหาคู่, บริษัทจัดหาคู่, หาคู่, หาแฟน, หาเพื่อน, จัดหาคู่, จับคู่, แม่สื่อ, ธุรกิจหาคู่
ถุงจัมโบ้, พาเลท

“อุ้มผางคี” เดินป่า-ฝ่าแก่ง...โคตรลุย โคตรมัน/ปิ่น บุตรี

“อุ้มผางคี” เดินป่า-ฝ่าแก่ง...โคตรลุย โคตรมัน/ปิ่น บุตรี ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia
โดย ปิ่น บุตรี 5 กันยายน 2556 11:00 น.
 
 
 
 
 
       โดย : ปิ่น บุตรี(pinn109@hotmail.com)
 
เที่ยวอุ้มผางหน้าฝน ผจญแก่งอุ้มผางคี
       “ไม่เมาเหล้าแต่เราดันมันรถ”
       
       นี่เป็นอาการของใครและใครหลายๆคนที่มักจะเกิดขึ้นแบบไม่ตั้งตัวในการ เดินทางสู่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก เพราะในเส้นทางสู่อุ้มผางไปตามถนนหมายเลข 1090 แม่สอด-อุ้มผางนั้น เราต้องผ่านโค้งซ้าย-โค้งขวา โค้งแล้ว-โค้งเล่า โค้งขึ้น-โค้งลง ซึ่งมีใครก็ไม่รู้นับมาให้เสร็จสรรพว่า โค้งทั้งหมดมีจำนวนมากถึง 1,219 โค้งด้วยกัน
       
       ตัวเลขโค้งดังกล่าวใครที่เห็นแล้วจะใช้องค์วิชาความรู้แบบไทยๆไปซื้อ เบอร์แทงหวยก็สุดแท้แต่ ส่วนผมด้วยความที่พอมีวิทยายุทธ์อยู่ 2-3 กระบวนท่าและก็เคยมาแอ่วอุ้มผางหลายครั้ง เราจึงไม่ถึงกับเมา(รถ) แต่เพียงแค่มึนๆตามโค้งไปบ้าง ชนิดที่พอเข้าสู่ชุมชนอุ้มผางต้องถอนมึนกันพอเป็นกระศัยกับสุราพื้นบ้านรสขม ปร่า วูบวาบร้อนท้อง ซึ่งบทสรุปก็คือ
       
       “ไม่เมารถแต่เราดันเมาเหล้า”
       
       อ้วก!!!
 
น้ำตกทีลอซู น้ำตกชื่อดังของเมืองไทย
       เที่ยวป่าหน้าฝน เที่ยวยลอุ้มผางคี
       
       พูดถึงอุ้มผางดินแดน“แผ่นดินดอยลอยฟ้า”แล้ว ภาพของแหล่งท่องเที่ยวที่ลอยเด่นหรามาก็คือ“น้ำตกทีลอซู” น้ำตกที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่สวยงามที่สุดในเมืองไทย และสวยติด 1 ใน 6 ของโลก
       
       นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำตกเด่นๆอื่นๆ อย่าง ทีลอจ่อ ทีลอเร ปิตุโกร แต่ ฤดูกาลที่เหมาะสมต่อการเที่ยวน้ำตกในอุ้มผางนั้น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาวยาวไปจนถึงกลางหนาวราวเดือนมกราคมที่เป็นช่วงไฮซี ซั่นของอุ้มผาง ที่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางฝ่าพันกว่าโค้งขึ้นมาแอ่วยังดินแดน แผ่นดินดอยลอยฟ้าแห่งนี้
       
       ส่วนในหน้าฝนที่เป็นโลว์ซีซั่นหรือกรีนซีซั่น อุ้มผางค่อนข้างเงียบเหงา แต่หากใครเคยไปอุ้มผางในช่วงนี้จะพบว่าที่นี่มีเสน่ห์ไม่น้อย ทั้งความเขียวสดของต้นไม้ สายน้ำ ขุนเขา ป่าไพร ไร่นา ความชุ่มชื่นของพื้นดินแผ่นฟ้ายามฝนพรำ รวมไปถึงภาพความงามอันชวนประทับใจของสายหมอก(ฝน) ที่ลอยปกคลุมไต่เรี่ยไล่ตามยอดเขายอดดอย หรือบางครั้งก็ลงหนาจนห่มคลุมร่างกายให้เราได้ไล่คว้าหมอกหยอกเอินความชุ่ม ฉ่ำกันอย่างเพลิดเพลิน
 
เสน่ห์กรีนซีซั่นเมืองอุ้มผาง
       และด้วยเสน่ห์ข้างต้นทำให้ทาง ททท.สำนักงานตากได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอุ้มผางในช่วงฤดูฝนขึ้น ภายใต้ชื่อโครงการ “เที่ยวป่าหน้าฝน เที่ยวยลอุ้มผางคี” ซึ่งอุ้มผางคีนั้นจะเป็นฉันใด จะใช่กุญแจอุ้มผางหรือไม่ เดี๋ยวคงได้รู้กัน
       
       อุ่นเครื่องมรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวร
       
       การมาอุ้มผางของคราวนี้ นอกจากจะมาเที่ยวและกะมาลุยแล้ว ผมกับเพื่อนๆชาวคณะยังร่วมกันไปทำโป่งสัตว์(โป่งเทียม) ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร(ด้านตะวันออก) ที่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง
 
ร่วมกันทำโป่งเทียม
       โดยในเช้าวันที่สองของทริป เรานั่งรถกันก้นบานผ่านเส้นทางสมบุกสมบันจากอุ้มผางไปยังป่าทุ่งใหญ่ เพื่อร่วมกันโรยเกลือทำโป่ง(เทียม) ณ บริเวณโป่งช้างที่เป็นโป่งเก่า ก่อนที่ทางเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ฯจะมาปรับเสริมทำเป็นโป่งเทียมเพื่อ เป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ในละแวกนี้
       
       สำหรับการทำโป่งเทียมก็ไม่มีอะไรมาก แค่พวกเราไปโรยไปหว่านเกลือแล้วคลุกเคล้ากับดิน เพื่อเติมแร่ธาตุให้กับดินก็เป็นอันเสร็จพิธี แต่งานนี้มันยากตรงที่มีฝนตกพรำ การทำโป่งจึงเต็มไปด้วยความเปียก เปรอะ เปื้อน ผสมกับความภูมิใจที่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ทำตัวเป็นคนรกโลกเหมือนนักการเมืองหลายๆคนในบ้านเรา
 
ทิวทัศน์ป่าทุ่งหญ้าแหล่งอาหารชั้นสัตว์ดีในทุ่งใหญ่นเรศวร ตอ.
       แม้บริเวณที่ทำโป่งจะเป็นชายขอบของป่าทุ่งใหญ่ แต่ผมก็ได้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นป่าที่นี่ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ ขุนเขา ทุ่งหญ้า และรอยตีนสัตว์ ขี้สัตว์ รวมไปถึงกับเจ้าเก้งของตัวในบริเวณที่ทำการฯซึ่งมันออกจากป่ามาหากินที่นี้ จนคุ้นชิน เดินนวยนาดไป-มาแบบไม่กลัวคน เป็นเก้งป่าแสนเชื่องที่สร้างสีสันให้ผู้พบเห็นได้เป็นอย่างดี
       
       หลังเสร็จสรรพจากการทำโป่ง ขากลับเราไปแวะบ้านปะหละทะ เพื่อชมน้ำตกปะหละทะ ในเขตวนอุทยาน้ำตกปะหละทะ ซึ่งจากจุดจอดรถเดินเท้าเข้าไปไม่ไกล ระหว่างทาง 2 ข้างทางมีต้นกระเจียวสีส้มออกดอกสวยงามให้ชมกันประปรายเป็นจุดๆ แต่มีความเป็นธรรมชาติดี
       
       นอกจากนี้ในเส้นทางเดินยังมีทิวทัศน์สวยๆงามๆของไร่ข้าวโพด ทุ่งนา ขุนเขาให้ทัศนากัน เพียงแต่ว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องช่วยกันควบคุมดูแลให้ปลูกพืชทำไร่นาใน พื้นที่ทำกิน อย่าให้คนเห็นแก่ตัวบางคนแอบบุกรุกป่าขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น เพราะป่าไม้บ้านเรายิ่งมายิ่งเหลือน้อยเต็มที
 
กระเจียวป่าสีส้มออกดอกประปรายระหว่างทางไปน้ำตกปะหละทะ
       ผมเดินชมวิวไปเพลินๆ ไม่กี่อึดใจก็มาถึงทางลงน้ำตกที่ช่วงหน้าฝนอย่างนี้ลื่นพอตัว ทำให้ตอนเดินต้องเกร็งลมปราณกันพอสมควรก่อนจะไปถึงยังตัวน้ำตกปะหละทะ ที่เป็นน้ำตกเตี้ยๆ สายน้ำไหลแผ่สยายไปทางกว้าง ในหน้าฝนอย่างนี้น้ำตกมีสายน้ำมาก ไหลถั่งโถมเป็นสายรุนแรง ดูมีพลังไม่น้อย
       
       อ้อ!!! ที่ข้างๆน้ำตกปะหละทะเขามีป้ายห้ามกระทำการบางอย่าง เมื่อเห็นแล้วชวนสะดุดตาดีแท้ กับข้อความ
       
       ...ห้ามกระโดดบริเวณน้ำตกอย่างเด็ดขาด ห้ามจับปลาโดยเด็ดขาดไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ถ้าใครจับขอให้มีอันเป็นไป และปรับ 2,000 บาท ต่อปลา 1 ตัว...
       
       งานนี้ไม่ใช่ทั้งจำทั้งปรับ หากแต่เป็น“ทั้งแช่งทั้งปรับ”กันเลยทีเดียว
 
น้ำตกปะหละทะ
       เดินป่า ฝ่าอุปสรรค
       
       ในเช้าวันใหม่พวกเราตื่นกันแต่เช้า เพื่อนๆหลายคนรวมทั้งผม ต่างอัดข้าวต้มกันเต็มที่ เพราะที่เราจะต้องออกเดินป่า ฝ่าดง ผจญสายน้ำเชี่ยวไปกับการล่องแก่ง“อุ้มผางคี” ที่ตลอดทั้งทริป(ทั้งวัน)ได้ชื่อว่าโหดหิน ลุยเอาเรื่อง
       
       จากที่พัก“ตูกะสู คอทเทจ” ผู้ร่วมจัดโปรแกรมเที่ยวลุยๆในทริปนี้ เราออกเดินทางจากตัวอุ้มผางไปประมาณ 14 กม.สู่หมู่บ้านอุ้มผางคี เพื่อออกเดินไปยังจุดตั้งต้นของการล่องแก่งกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ประจำทริป
       
       คำว่า“คี” เท่าที่สอบถามจากคนในพื้นที่เป็นภาษากะเหรี่ยงหมายถึง “ต้นน้ำ” อุ้มผางคีก็คือต้นน้ำอุ้มผางที่เป็นลำน้ำสาขาไหลไปรวมกับแม่น้ำแม่กลอง
 
หมู่บ้านอุ้มผางคี
       ส่วนหมู่บ้านอุ้มผางคี เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยง ที่ยังคงมีภาพของวิถีชาวบ้านดั้งเดิมให้เห็น แต่ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน เพราะเดี๋ยวนี้กะเหรี่ยงเขาพัฒนาแล้ว หลายคนมีมือถือรุ่นล้ำกว่าของผมเสียอีก
       
       จากหมู่บ้านอุ้มผางคี ผมกับเพื่อนๆไปรับของแจก ซึ่งไม่ใช่เป็นข้าวเน่า ปลากระป๋องเน่า หรือถุงยังชีพราคาเกินจริง หากแต่เป็นเสื้อชูชีพกับหมวกล่องแก่ง(หมวกกันกระแทก)ที่เห็นแล้วชวนฉงน
       
       เอ...ทำไมเดินป่าต้องใส่ชูชีพ หรือว่าทางสตาฟฟ์เขาขี้เกียจแบกขนไปเลยผลักภาระมาให้เรา เรื่องนี้ผมมีข้อกังขาตะหงิดๆในใจ ในระหว่างที่ดินออกจากหมู่บ้านแล้วค่อยๆไต่ระดับขึ้นเขาผ่านไร่ข้าวโพด ที่เห็นแล้วอดนึกถึงหนังเรื่อง“คืนบาปพรหมพิราม” ที่มีฉากวิ่งกันในไร่ข้าวโพดไม่ได้ แต่กระนั้นวิวในมุมสูงและมุมเงยของไร่ที่เดินผ่านนี้ก็จัดว่าเยี่ยมทีเดียว
 
ผ่านไร่ข้าวโพด
       สำหรับเส้นทางเดินจากหมู่บ้านไปยังจุดตั้งต้นล่องแก่ง ไม่เคยมีใครวัดระยะทางเป็นกิโลเมตรที่แน่นอน มีแต่คำนวณระยะกิโลแม้วจากการเดินเท้าว่าอยู่ในราวๆ 3 ชั่วโมง
       
       ระหว่างทางนอกจากจะผ่านไร่ข้าวโพดแล้ว ยังมีป่าโปร่ง ป่าเกือบทึบมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น เส้นทางช่วงนี้แม้เดินขึ้นไปจนสุดแล้วดิ่งลงไปบนเส้นทางที่ลื่นชัน ผมล้วนต่างบ่ยั่น แต่ในเส้นทางราบนี่กับงานงอกเฉยเลย เพราะมันมีช่วงที่ต้องเดินลุยข้ามลำน้ำ ข้ามไป-ข้ามมาอยู่ 7-8 ครั้ง
 
ลุยระทึกข้ามสายน้ำ
       สายน้ำที่นี่อย่าใช้สายตาวัด เพราะเมื่อมองจากด้านบนผิวนำ เห็นไหลเรื่อยๆเอื่อยๆ แต่ประทานโทษ เมื่อเดินลุยข้ามไป สายน้ำมันแรงไม่ใช่เล่น แถมการข้ามน้ำบางช่วง น้ำสูงถึงอก ถึงไหล่ต้องให้สตาฟฟ์ชาวกะเหรี่ยงขึงเชือกยึดให้ค่อยลำเลียงตัวผ่านไป ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลของการที่ทำไมพวกเราต้องเดินป่าใส่ชูชีพ
       
       แม้เส้นทางข้ามน้ำจะโหดหิน แต่ว่าก็สนุกเร้าใจไม่น้อย แถมระหว่างทางในช่วงเดินดินปกติยังมีสิ่งน่าสนใจให้ชมกันเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ดอกไม้ กล้วยไม้ เห็ด แมลง แมงมุม มอส เฟิร์น รวมไปถึงต้นไม้สวมเสื้อที่ปกคลุมไปด้วยมอส ฝอยลม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชุ่มชื้นสมบูรณ์ของป่า
 
กล้วยไม้งามระหว่างทาง
       ผจญแก่งอุมผางคีสุดมัน
       
       หลังเดินป่าฝ่าสายน้ำกันมาร่วม 3 ชม. ผมก็มาถึงยังจุดแวะพักกินข้าวเที่ยงที่เป็นจุดตั้งต้นล่องแก่งด้วย ครั้นเมื่อเติมพลังจนข้าวและกับหมดเกลี้ยง ที่นี้ก็ได้เวลาลุยระทึกกันแล้ว
       
       เส้นทางผจญแก่งอุ้มผางคี ใครก็ไม่รู้มานับไว้(เหมือนโค้งขึ้นอุ้มผาง)ว่ามีทั้งหมด 77 แก่ง เปิดประเดิมกันด้วย“แก่งหลง” แก่งใหญ่ ยาก ที่สายน้ำแรงเชี่ยว ราวระดับ 4
 
เร้าใจไปกับแก่งอุ้มผางคี
       จากนั้นเส้นทางก็พาผ่านแก่งมากมายในระดับ 1 ถึง 3+ ทั้งแก่งเล็กแก่งใหญ่ บางช่วงเรือแล่นฝ่าแก่งโค้งไปคดมาอย่างน่าตื่นเต้น บางช่วงเราต้องก้มหมอบเพราะเรือพุ่งลอดกิ่งไม้ ขณะที่บางช่วงเรือติดแหงกต้องลงทุนลงแรงขย่มเข็นกัน ส่วนบางช่วงแม้เรือ(บางลำ)จะแล่นฝ่าแก่งแค่เพียงในระดับ 1 แต่สมาชิกบนเรือนี่เล่นร้องกรี๊ดกันลั่นดังไปถึงในระดับ 5++ โน่น
       
       สำหรับเสน่ห์ของการล่องแก่งอุ้มผางคีก็คือความต่อเนื่องของแก่ง ในเส้นทางล่องเรือมีแก่งให้ลุ้นให้เสียวกันตลอด ขณะที่สายน้ำนั้นก็เป็นสายน้ำใสไหลเย็น นอกจากนี้วิวสองข้างทางยังมีเสน่ห์ไปด้วยธรรมชาติอันพิสุทธิ์น่ายล
 
ฝ่าแก่งสายน้ำเชี่ยว
       พวกเราใช้เวลาล่องแก่งประมาณ 3 ชั่วโมงก็มาถึงจุดสิ้นสุดที่หมู่บ้างอุ้มผางคีจุดตั้งต้น งานนี้แม้จะลุย จะโหด จะเหนื่อย จะเปียกชุ่มโชก แต่ผมกับรู้สึกสนุกเร้าใจเป็นอย่างยิ่ง
       
       นับเป็นความเร้าใจภายใต้สภาพแวดล้อมของธรรมชาติอันพิสุทธิ์ที่ไม่อาจ สัมผัสได้ในป่าคอนกรีต เพราะในยุคที่ป่าไม้บ้านเราถูกทำลายลงทุกวัน การมีป่าให้เที่ยวยังไงๆย่อมดีกว่าการสูญสิ้นป่าเป็นไหนๆ
       
       *****************************************
 
ลีลาการผจญแก่ง
       เนื่องจากกิจกรรมล่องแก่งอุ้มผางคี มีการเดินป่า ฝ่าแก่ง จึงไม่เหมาะสำหรับผู้สูงวัยที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง โดยฤดูกาลล่องแก่งที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วง เดือน ก.ค.- ต.ค. ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานตาก โทร. 0-5551-4341-3
 
ดีใจเมื่อฝ่าแก่งได้

ที่มา : http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000110521


      4 ต.ค. 2556   เวลา :    12:33   จำนวนผู้อ่าน :    858